บทอนุโมทนา ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
สัพพะมังคะละคาถา
บทให้พรตอนท้ายของพระสงฆ์ ขอสรรพมงคลและความสวัสดีด้วยอานุภาพพระรัตนตรัย
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
ที่มาของบทสวด
คาถาแต่งในยุคหลัง ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เชื่อกันว่าแต่งในลังกาและใช้สืบมาในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงของไทย เป็นบทลงท้ายของการอนุโมทนาและการเจริญพระพุทธมนต์
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง เป็นคาถาให้พร 3 บท มีโครงสร้างเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันเพียงคำว่า พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ และสังฆานุภาเวนะ คืออ้างอานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามลำดับ ใจความว่า ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทั้งปวงจงคุ้มครองรักษา และขอความสวัสดีจงมีทุกเมื่อ ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย
โอกาสที่ใช้ พระสงฆ์สวดเป็นบทสุดท้ายในการอนุโมทนาหลังจากบทยะถา-สัพพี และสวดปิดท้ายการเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคล ระหว่างนี้พระผู้เป็นประธานจะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เจ้าภาพและผู้ร่วมงาน ฆราวาสที่สวดมนต์เองก็นิยมใช้บทนี้ปิดท้ายการสวดมนต์เพื่อแผ่ความสวัสดีแก่ผู้อื่น
ความเชื่อ ถือเป็นการรับพรที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั้งมงคล การคุ้มครอง และความสวัสดี จึงนิยมใช้ในงานมงคลทุกประเภท เช่น งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด และการเดินทางไกล ในสำนวนไทยเรียกช่วงนี้ว่า "พระให้พร" ผู้รับพรพึงประนมมือน้อมรับด้วยจิตเลื่อมใส