พระปริตร (เจ็ดตำนาน – สิบสองตำนาน)

ธชัคคสูตร (ธชัคคปริตร)

ธะชัคคะสุตตัง / ธะชัคคะปะริตตัง / พระสูตรยอดธง

พระสูตรที่ตรัสสอนให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แทนการแหงนดูยอดธงของท้าวสักกะ เพื่อขจัดความกลัวและความขนพองสยองเกล้า เป็นตำนานที่ 7 ของสิบสองตำนาน

(บทขัด)
ยัสสานุสสะระเณนาปิ
อันตะลิกเขปิ ปาณิโน
ปะติฏฐะมะธิคัจฉันติ
ภูมิยัง วิยะ สัพพะทา
สัพพูปัททะวะชาลัมหา
ยักขะโจราทิสัมภะวา
คะณะนา นะ จะ มุตตานัง
ปะริตตันตัมภะณามะ เห
(บทขัด) แม้สัตว์ทั้งหลายที่อยู่กลางอากาศ เพียงได้ระลึกถึงพระปริตรใด ก็ย่อมได้ที่พึ่งอันมั่นคงดุจยืนอยู่บนพื้นดินในกาลทุกเมื่อ และผู้ที่พ้นจากข่ายแห่งอุปัทวะทั้งปวง อันเกิดจากยักษ์และโจรเป็นต้น ด้วยอานุภาพของพระปริตรนั้นมีจำนวนนับไม่ถ้วน เราทั้งหลายจงสวดพระปริตรนั้นเถิด
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ
ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ
ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะ
ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย" ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสว่า "พระพุทธเจ้าข้า" พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุระสังคาโม สะมุปัพยุฬโห อะโหสิ ฯ
อะถะ โข ภิกขะเว สักโก เทวานะมินโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกันขึ้น ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสเรียกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาว่า
สะเจ มาริสา เทวานัง สังคามะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ฯ
มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เมื่อพวกเทวดาเข้าสู่สงครามแล้ว หากเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าขึ้น ในขณะนั้น ท่านทั้งหลายจงแหงนดูยอดธงของเรานี่แหละ เพราะเมื่อท่านแหงนดูยอดธงของเราอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ฯ
ปะชาปะติสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
หากท่านทั้งหลายไม่แหงนดูยอดธงของเรา ก็จงแหงนดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราช เพราะเมื่อท่านแหงนดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราชอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
อะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ฯ
วะรุณัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
หากท่านทั้งหลายไม่แหงนดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราช ก็จงแหงนดูยอดธงของท้าววรุณเทวราช เพราะเมื่อท่านแหงนดูยอดธงของท้าววรุณเทวราชอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
อะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ฯ
อีสานัสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติ ฯ
หากท่านทั้งหลายไม่แหงนดูยอดธงของท้าววรุณเทวราช ก็จงแหงนดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราช เพราะเมื่อท่านแหงนดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราชอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป ดังนี้
ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สักกัสสะ วา เทวานะมินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
ปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะ ฯ
ตัง กิสสะ เหตุ ฯ
สักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท อะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลเมื่อพวกเทวดาแหงนดูยอดธงของท้าวสักกะจอมเทพก็ดี ของท้าวปชาบดีเทวราชก็ดี ของท้าววรุณเทวราชก็ดี ของท้าวอีสานเทวราชก็ดี ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น อาจหายไปก็ได้ ไม่หายไปก็ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท้าวสักกะจอมเทพยังไม่ปราศจากราคะ ยังไม่ปราศจากโทสะ ยังไม่ปราศจากโมหะ ยังเป็นผู้กลัว ยังหวาดสะดุ้ง ยังตื่นตระหนก ยังหนีอยู่
อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ
สะเจ ตุมหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุญญาคาระคะตานัง วา
อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา
มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย อะนุสสะเรยยาถะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนเรากล่าวอย่างนี้ว่า หากเธอทั้งหลายไปอยู่ในป่า อยู่ที่โคนไม้ หรืออยู่ในเรือนว่างเปล่า แล้วเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าขึ้น ในขณะนั้นเธอทั้งหลายพึงระลึกถึงเรานี่แหละว่า
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้จำแนกธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงเราอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ
ธัมมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
หากเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงเรา ก็พึงระลึกถึงพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงพระธรรมอยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ
สังฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ฯ
หากเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธรรม ก็พึงระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ปฏิบัติสมควร ได้แก่คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวได้ 8 บุรุษ นั่นแหละคือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงพระสงฆ์อยู่ ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือความขนพองสยองเกล้าที่จะเกิดขึ้น ก็จักหายไป
ตัง กิสสะ เหตุ ฯ
ตะถาคะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วีตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะลายีติ ฯ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา อิทัง วัตวานะ สุคะโต อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคตเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ เป็นผู้ไม่กลัว ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่ตื่นตระหนก ไม่หนี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระสุคตผู้เป็นพระศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
อะรัญเญ รุกขะมูเล วา
สุญญาคาเรวะ ภิกขะโว
อะนุสสะเรถะ สัมพุทธัง
ภะยัง ตุมหากะ โน สิยา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี พึงระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วความกลัวจักไม่มีแก่เธอทั้งหลาย
โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ
โลกะเชฏฐัง นะราสะภัง
อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ
นิยยานิกัง สุเทสิตัง
หากเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่ในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ก็พึงระลึกถึงพระธรรม อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ
นิยยานิกัง สุเทสิตัง
อะถะ สังฆัง สะเรยยาถะ
ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง
หากเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธรรม อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ก็พึงระลึกถึงพระสงฆ์ ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม
เอวัมพุทธัง สะรันตานัง
ธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโว
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส นะ เหสสะตีติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย ดังนี้แล

ที่มาของบทสวด

พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ธชัคคสูตร (สํ.ส. เล่มที่ 15) ส่วนบทขัด "ยัสสานุสสะระเณนาปิ" แต่งภายหลังในลังกา

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

ธชัคคสูตร (ธะชัคคะสุตตัง) หรือธชัคคปริตร แปลว่า "พระสูตรว่าด้วยยอดธง" เป็นตำนานที่ 7 ของชุดสิบสองตำนาน (มหาราชปริตร) ในชุดเจ็ดตำนาน (จุลราชปริตร) นิยมสวดเฉพาะส่วนท้ายคือคาถา "อิติปิ โส ภะคะวา" (พระพุทธคุณ) "สวากขาโต" (พระธรรมคุณ) และ "สุปะฏิปันโน" (พระสังฆคุณ) ที่เรียกกันว่า "ธชัคคปริตรย่อ" ส่วนในสิบสองตำนานสวดเต็มทั้งพระสูตรตั้งแต่ "เอวัมเม สุตัง" จนถึงคาถาสรุปท้าย "เอวัมพุทธัง สะรันตานัง"

ตำนาน (เหตุที่ตรัส) พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายถึงเรื่องในอดีต ครั้งเทวดาชั้นดาวดึงส์ทำสงครามกับพวกอสูร ท้าวสักกะจอมเทพรับสั่งให้เทวดาที่เกิดความกลัวแหงนดูยอดธงของพระองค์ หรือของท้าวปชาบดี ท้าววรุณ และท้าวอีสาน แล้วความกลัวจะหายไป แต่พระพุทธองค์ตรัสว่าการมองยอดธงของเทวดานั้นความกลัวอาจหายหรือไม่หายก็ได้ เพราะท้าวสักกะเองยังมีราคะ โทสะ โมหะ ยังกลัวและหนีอยู่ ส่วนภิกษุผู้อยู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง หากเกิดความกลัวให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ความกลัวจะหายไปแน่นอน เพราะพระตถาคตทรงปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ไม่ทรงหวั่นกลัวสิ่งใด พระสูตรนี้จึงเป็นที่มาของหลักการเจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ และสังฆานุสสติ

อานิสงส์และความเชื่อ ตามคัมภีร์ การสวดและระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตามพระสูตรนี้ย่อมขจัดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง และความขนพองสยองเกล้า ในคัมภีร์ปริตรและบทขัดกล่าวเสริมว่าแม้สัตว์ที่อยู่กลางอากาศเมื่อระลึกถึงพระปริตรนี้ก็เหมือนได้ยืนอยู่บนพื้นดินอันมั่นคง (ในอรรถกถาเล่าถึงภิกษุที่ตกจากที่สูงแล้วรอดชีวิตด้วยการระลึกถึงพระสูตรนี้) ชาวไทยจึงเชื่อว่าสวดแล้วปลอดภัยจากภัยในที่สูง การเดินทางทางอากาศ ภัยจากศัตรู โจรผู้ร้าย และเป็นบทสวดคุ้มครองทหารผู้ออกรบมาแต่โบราณ

โอกาสที่ใช้ เจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลทั่วไป งานขึ้นบ้านใหม่ งานทำบุญเพื่อความปลอดภัยของทหารตำรวจ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ในพระราชพิธี และนิยมสวดก่อนเดินทางไกล ในความเชื่อเรื่องพระประจำวันเกิด บทขัด "ยัสสานุสสะระเณนาปิ" จัดเป็นบทบูชาพระประจำวันอังคาร (ปางไสยาสน์) สวด 8 จบ

ข้อสังเกต ตัวบทในหนังสือสวดมนต์ไทยเพิ่ม "เอวัมเม สุตัง" นำหน้าตามธรรมเนียมการสังคายนา และใช้รูป "ปะหิยยิสสะติ" ตามอักขรวิธีสวดของไทย เมื่อสวดครบทั้งพระสูตรใช้เวลาค่อนข้างนาน พระสงฆ์จึงมักสวดแต่ท่อนพระรัตนตรัยคุณในงานทั่วไป

สิบสองตำนานขจัดความกลัวพระรัตนตรัยปลอดภัยพระสูตร