บทสวดในพิธีกรรมและคำถวาย

คำถวายผ้าอาบน้ำฝน

วัสสิกะสาฏิกะทานะ

คำถวายผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฎก) แด่พระสงฆ์ก่อนเข้าพรรษา "อิมานิ มะยัง ภันเต วัสสิกะสาฏิกานิ"

อิมานิ มะยัง ภันเต วัสสิกะสาฏิกานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้าอาบน้ำฝนพร้อมทั้งของบริวารเหล่านี้แด่พระภิกษุสงฆ์
สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ วัสสิกะสาฏิกานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับผ้าอาบน้ำฝนพร้อมทั้งของบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ

ที่มาของบทสวด

คำถวายทานแต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย ตามแบบในหนังสือมนต์พิธี (ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก) เรื่องผ้าวัสสิกสาฎกที่นางวิสาขาขอพรถวายมีที่มาในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

คำถวายผ้าอาบน้ำฝน หรือผ้าวัสสิกสาฎก ใช้ถวายผ้าสำหรับพระภิกษุผลัดสรงน้ำในฤดูฝน ตำนานเล่าว่านางวิสาขามหาอุบาสิกาเห็นพระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน จึงทูลขอพรพระพุทธเจ้าถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่สงฆ์ตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าอาบน้ำฝนได้ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเข้าพรรษา จึงเกิดเป็นธรรมเนียมถวายผ้าอาบน้ำฝนสืบมา

โอกาสที่ใช้ ถวายในช่วงตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 จนถึงวันเข้าพรรษา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) มักถวายพร้อมกับเทียนพรรษาและเครื่องไทยธรรมอื่น ๆ ในงานทำบุญเข้าพรรษา โดยตั้งนะโม 3 จบแล้วกล่าวคำถวาย

อานิสงส์และความเชื่อ เชื่อกันว่าการถวายผ้าอาบน้ำฝนมีอานิสงส์ให้ปราศจากโรคภัย ผิวพรรณผ่องใส และเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ให้ปฏิบัติศาสนกิจตลอดพรรษาได้โดยสะดวก นางวิสาขาผู้เป็นต้นแบบได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกาผู้เป็นทายิกา

ข้อสังเกต ผ้าอาบน้ำฝนต่างจากผ้าจำนำพรรษา (วัสสาวาสิกะจีวะรานิ) ซึ่งถวายแก่ภิกษุที่จำพรรษาครบแล้วหลังออกพรรษา คำถวายผ้าจำนำพรรษาใช้รูปแบบเดียวกันเพียงเปลี่ยนคำว่า "วัสสิกะสาฏิกานิ" เป็น "วัสสาวาสิกะจีวะรานิ"

ถวายทานผ้าอาบน้ำฝนเข้าพรรษาจีวร