สังเวคปริกิตตนปาฐะ
สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ, อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน
บทที่ 7 (บทสุดท้าย) ของทำวัตรเช้า แสดงความสังเวชในทุกข์ อริยสัจ ขันธ์ 5 และไตรลักษณ์ พร้อมตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต.
และพระธรรมที่ทรงแสดงแล้ว เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน,
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศไว้.
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์,
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์,
รูปูปาทานักขันโธ, เวทะนูปาทานักขันโธ,
สัญญูปาทานักขันโธ, สังขารูปาทานักขันโธ,
วิญญาณูปาทานักขันโธ.
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา, ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือวิญญาณ.
เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,
เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี,
พะหุลา ปะวัตตะติ,
ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลายเช่นนี้เป็นส่วนมาก,
อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย,
ส่วนมากมีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า,
สังขารา อะนิจจา, วิญญาณัง อะนิจจัง,
รูปัง อะนัตตา, เวทะนา อะนัตตา, สัญญา อะนัตตา,
สังขารา อะนัตตา, วิญญาณัง อะนัตตา,
สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ.
สังขารไม่เที่ยง, วิญญาณไม่เที่ยง,
รูปไม่ใช่ตัวตน, เวทนาไม่ใช่ตัวตน, สัญญาไม่ใช่ตัวตน,
สังขารไม่ใช่ตัวตน, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน,
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.
ชาติยา ชะรามะระเณนะ,
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ,
ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา,
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ.
โดยความเกิด ความแก่ และความตาย,
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ,
เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว,
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้.
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง,
สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา,
ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ,
ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา,
ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
เราทั้งหลายอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น,
เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว,
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น,
ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย,
ขอพรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ.
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ,
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,
สา สา โน ปะฏิปัตติ,
อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
เราทั้งหลายผู้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น เป็นสรณะ,
ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย เป็นสรณะ,
จักใส่ใจและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง,
ขอการปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย,
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ.
ที่มาของบทสวด
เนื้อความส่วนใหญ่ยกมาจากพระบาลีในพระไตรปิฎก ได้แก่ นิยามทุกข์และอุปาทานขันธ์ 5 จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) และมหาสติปัฏฐานสูตร ท่อน "เต มะยัง โอติณณามะหะ ชาติยา…" จากคำปริวิตกของกุลบุตรผู้ออกบวช (มัชฌิมนิกาย) และไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 จากขันธสังยุตต์ ผู้แต่งบทสวดร้อยเรียงเข้าด้วยกันสำหรับหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง โดยมีท่อนท้ายสำหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์แยกกัน
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทที่ 7 และเป็นบทสุดท้ายของทำวัตรเช้า "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" แปลว่าบทสวดแสดงความสังเวช สวดต่อเนื่องจากรตนัตตยัปปณามคาถาโดยไม่มีคำนำใหม่ (ผู้นำสวดกล่าวนำรวมไว้แล้วในบทก่อน) เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกกล่าวถึงการที่พระตถาคตอุบัติขึ้นในโลกและทรงแสดงธรรมที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ ตอนกลางประมวลหลักธรรมสำคัญคือ ทุกขอริยสัจ อุปาทานขันธ์ 5 และไตรลักษณ์ (อนิจจัง อนัตตา) ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนสาวกเป็นส่วนมาก ตอนท้ายเป็นคำพิจารณาว่าตัวเราถูกความเกิด แก่ ตาย และความโศกครอบงำอยู่ แล้วตั้งความปรารถนาที่จะปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์
ท่อนสุดท้ายมี 2 แบบ พระภิกษุสามเณรสวดแบบผู้ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ส่วนคฤหัสถ์สวดแบบผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนตามสติกำลัง ผู้หญิงเปลี่ยน "เต มะยัง" เป็น "ตา มะยัง"
คุณค่าและอานิสงส์ บทนี้เป็นการเจริญวิปัสสนาโดยย่อทุกเช้า คือทบทวนอริยสัจและไตรลักษณ์เพื่อให้เกิด "สังเวช" หมายถึงความสลดใจที่กระตุ้นให้เร่งปฏิบัติธรรม ไม่ประมาท ท่านพุทธทาสภิกขุยกย่องว่าเป็นหัวใจของทำวัตรเช้าเพราะสรุปแก่นพระพุทธศาสนาไว้ครบถ้วน
โอกาสที่ใช้ สวดในทำวัตรเช้าทุกวัน ในสำนักปฏิบัติธรรมมักสวดแบบแปลทีละวรรคเพื่อพิจารณาตาม เมื่อจบบทนี้ถือว่าจบทำวัตรเช้า แล้วอาจต่อด้วยบทตังขณิกปัจจเวกขณ์ บทแผ่เมตตา หรือบทสวดมนต์อื่นตามธรรมเนียมของแต่ละวัด