งานอวมงคล – พระอภิธรรมและบทบังสุกุล
ปัพพโตปมคาถา
ปัพพะโตปะมะคาถา (ยะถาปิ เสลา วิปุลา)
คาถาเปรียบชราและมรณะดังภูเขาหินที่กลิ้งบดสัตว์ทุกชนชั้น ไม่มีใครต่อสู้ได้ จึงควรตั้งศรัทธาในพระรัตนตรัยและประพฤติธรรม
สะมันตา อะนุปะริเยยยุง นิปโปเถนตา จะตุททิสา
ขัตติเย พราหมะเณ เวสเส สุทเท จัณฑาละปุกกุเส
นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภูมิ นะ ระถานัง นะ ปัตติยา
ในที่นั้นไม่ใช่ที่สำหรับพลช้าง พลรถ หรือพลราบ
ตัสมา หิ ปัณฑิโต โปโส สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน
เพราะฉะนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน
โย ธัมมะจารี กาเยนะ วาจายะ อุทะ เจตะสา
อิเธวะ นัง ปะสังสันติ เปจจะ สัคเค ปะโมทะติ
ผู้ใดประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา และใจ
ชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ ผู้นั้นละโลกไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์
ที่มาของบทสวด
พระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุต ปัพพโตปมสูตร ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
ปัพพโตปมคาถา (คาถาอุปมาด้วยภูเขา) มาจากปัพพโตปมสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลโดยตั้งคำถามว่า ถ้ามีคนมาบอกว่าภูเขาใหญ่สูงจดฟ้ากำลังกลิ้งมาจากทั้งสี่ทิศบดขยี้สรรพสัตว์ พระราชาจะทรงทำอย่างไร พระราชาตอบว่านอกจากประพฤติธรรมทำความดีแล้วก็ไม่มีอะไรจะทำได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าความแก่และความตายนั่นแหละคือภูเขาที่กำลังกลิ้งมาบดสัตว์ทั้งหลายทุกชนชั้น ไม่มีกองทัพ มนตร์ หรือทรัพย์ใดต้านทานได้ บัณฑิตจึงควรตั้งศรัทธาในพระรัตนตรัยและประพฤติธรรมทางกาย วาจา ใจ ซึ่งจะได้รับการสรรเสริญในโลกนี้และบันเทิงในสวรรค์ในโลกหน้า
โอกาสที่ใช้ พระสงฆ์นิยมสวดในงานศพหลังบังสุกุล หรือใช้แสดงพระธรรมเทศนาในงานศพ เพราะเนื้อหาให้ทั้งความสังเวชและกำลังใจ คือชี้ว่าความตายเป็นของแน่นอน แต่ยังมีทางที่ควรทำคือประพฤติธรรม นอกจากนี้ยังใช้สวดในพิธีทำบุญอายุเพื่อเตือนสติ และเป็นบทหนึ่งในหนังสือสวดมนต์แปลสำหรับทำวัตรเย็นของบางสำนัก
ข้อสังเกต การเรียงวรรคของบทสวดในหนังสือต่าง ๆ อาจต่างกันเล็กน้อย บางฉบับแบ่งเป็น 4 บาทต่อคาถาตลอด แต่ตัวบทเหมือนกัน คำว่า "ปาณิโน" ในหนังสือสวดมนต์ไทย ตรงกับ "ปาณิเน" ในพระไตรปิฎกฉบับบาลี ความหมายเหมือนกัน